ลับ ลวง พราง
ดูเหมือนจะเป็นเพียง แค่คำพูดเคยได้ยิน แต่เชื่อว่าด้วยนิสัยคนไทย ฟังเข้าใจแต่พูดไม่ได้ เหมือนตอนเจอฝรั่งมาถามทาง
หลายคนอาจ ไม่คุ้นชินกับความหมายของมันซักเท่าไร เพราะที่มาส่วนใหญ่เป็นคำที่ใช้สำหรับ ทำให้ปกหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค ประเภท เจาะลึก เจาะเกราะ เคาะความคิดของ คนเขียนที่อยู่ด้วยกับบุคคลหรือวงการอะไรซักอย่าง จนกล้าบอกได้ว่า กรูรู้นะว่าคิดอะไรอยู่ เป็นคนดูประเภทเกาะลิงค์ไซค์ข้างเวที ไม่ได้เป็แค่คู่กรณีที่กำลังพัลตูกันอย่างสุภาษิตของครูลำไย ประเภท ไก่อยากโดนตีนงู   งูอยากลูบเต้าไก่ ใครจะทำไม เหมือนละครไทย ช่วงนี้ประเภทไฟรักยักษ์คลั่ง ตบจูบลูบเต้า เอาซ้าเลือดสาด..
ลับ ลวง พราง
เราว่ามันทำให้เกิดอาการ"ว่างเปล่า"กับคนที่เพิ่งประสบพบเจอเหตุการณ์การกระทำที่ไม่คาดคิดจากคนที่คุ้นเคย โดยเฉพาะจากคนที่อยู่รอบตัว ที่รู้สึกว่าได้ฝากใจไว้ให้กันตลอดมา เช่น เพื่อน พี่ น้อง ผองแฟน กิ๊ก กั๊ก ก๊ก ผองพี่ที่เคารพ เด็กนรกน้องรัก ตามแต่สถานะที่คบหา มาทำให้ใจเจ็บจนถึงกับต้องอุทานเป็นเพลงออกมาว่า

ต่อหน้าช้าน มึงทำกับกูยังงี้ได้ยังไง ฮ้า..คือว่า โดนตีนงูสองตัวพร้อมกัน มันก็ "งง"ไง


ก็เลยเกิดอาการ"ว่างเปล่า" กับภาวะคนรอบข้างเป็นมลพิษ ไม่อยากคิดดีกับใคร ทำให้โกรธากับดินกับฟ้ากับดาวเดือน เผลอไปมาด่าตัวเองอีกว่า  "เสือกโง่เองกู  Who's bad"(โทดทีเพลงพี่ ไมค์ แว๊บมาพอดี)
ก็อยากเป็นกำลังใจให้อ่ะครับ ไม่อยากให้คุณเปลียนความตั้งใจในการเลือกเป็น"ผู้ให้" ที่มักถูกกระทำเป็นประจำ ขอให้มั่นใจเถอะว่า ไอ้การที่คุณได้สะสม "คนรอบข้าง" ไม่ว่าได้มาด้วยจะสถานะไหน ความเป็นตัวคุณนั่นละเป็นผู้สร้างและให้คุณได้สะสม "เพื่อน" โดยที่ไม่ต้องไปซื้อคุ๊กกี้เพื่อมาแลก "การอัพเกรด" เหมือนในเกมส์ หลายคนมีเงินทองมากมาย หาเพื่อนฟังเรื่อง แอบน่าอาย ไม่ได้ซักคน
แต่ยังไงก็ตาม เราไม่เห็นด้วยกับการ"อยากมี"เพื่อนหรือแฟนหรือแม้แต่กิ๊ก ด้วยการ"เผื่อใจไว้แร๊ะ" ที่จะเจอแบบที่ว่า (ประมาณว่าชอบคนเลว)
กลายเป็นว่า"ถูกกระทำซ้ำซาก"อยู่นั้น อย่างงั้นเราบอกได้เลยว่า คุณเป็นโรคจิต ถูกสะกดจิตด้วยละครไทยประเภท บ้านทรายทอง สลักจิต เป็นนางเองต้องถูกย่ำยี เพื่อให้เป็นที่น่าสงสารของคนดู และจะได้อยู่คู่กับพระเอกในตอนจบ หึหึ คิดให้ดีนะ โดนมาทั้งเรื่อง ได้ดีห้านาที ละครก็จบบริบูรณ์แล้ว แถมหลังจากนั้น พระเอกจะทำห่าไรกะนางเอกไม่มีใครรู้ด้วยเหอๆ
ถ้าเป็นอย่างนั้น เราว่า "หาหมอ"เหอะ ชีวิตเริ่มเลอะเทอะแล้วละนั้น
อาการว่างเปล่า จาก ลับ ลวง พราง เราว่ามีทางเยียวยา ที่แปลว่าบรรเทาให้เบาลงนะ ไม่ได้แปลว่ารักษาแล้วหายขาด
แนะนำให้ดีท๊อกซ์ด้วยน้ำใจให้อภัยก่อนเลยอันดับแรก
จะใช้วิธีสอดใส่ เอากาแฟสวนตูด รูดเข้ารูดออก นอนจมบนปลักขี้"เขลา"ของเราเอง หรือว่าจะใช้วิธีสวาปาม โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้งบีบมะนาว เอาความเปรี้ยวล้างคาว"ความอยากโง่" ตั้งแต่ปากผ่านลำคอ ไถล ผ่านกระเพาะไปสะสมที่ปลายลำไส้ใหญ่ รวมกันไว้แล้วระเบิดแมร่ง ให้ทวารบานซักวัน ระหว่างทำไปก็คิดเสียว่า นี่มันถึงขนาดกูต้องมาลำบาก"ถ่าย"ความจำแย่ๆ อย่างงี้เลยเหรอ เจอเลยใช่ม่ะล่ะ "สาด.. จะ ทำ" อีกมั๊ย..มึง เสียวม่ะล่ะ
ให้ใช้น้ำยาคิดดีทาล้างแผลนั้นเป็นประจำ วันละสองเวลา
คิดเสียว่า ที่ผ่านมานั้น ฟ้าประทาน ศาสตราจารย์ผู้ชำนาญการทำร้ายใจ ให้มาสอนแบบประสบการณ์แบบเชิงปฏิบัติการ work shop กันไป
เพื่อจะได้ให้ใจเรา"แกร่ง"ขึ้น ตามหลัก เห็น รู้ คิด จำ อย่าทำอีกนะมึง
และที่สำคัญที่สุด หมอรักษาโรคไหนๆก็เคยบอกว่า พวกประเภท ยากิน   ยาทา  ยาพ่น ยาฉีด ยาสอด มันไม่สามารถทำให้ "ใจเรา" แข็งแรงได้ การออกกำลัง ทำให้กายและใจแข็งแรงได้ หาเวลาไปออกกำลังกาย และ กำลังใจส่วน"จริงตนาการ"อาทิตย์ละสองสามครั้ง วันละห้านาที ก็"เข้าใจ"แร๊ะล่ะว่า

ความจริงนั้นต้องเชื่อ ความเชื่อบางครั้งก็ไม่จริง
เชื่อหมอดิ..ซอกซอนอารมณ์บนหลังควาย มาแยะแร๊ะ แหะๆเอย

ไส้ติ่งสีชมพู

posted on 09 Sep 2009 13:47 by zokzon6889

เสียงเพลงจากวิทยุที่น้องที่นั่งด้วยใกล้ๆเผอิญไหลเข้าหูเรา
ตอนแรกก็ไม่ฟังไม่เข้า ฟังแค่ให้มันผ่าน  เพราะคิดว่าเป็นรัก เดิมๆ
แต่ใครจะไปรู้ เพลงไทยสมัยนี้ มีอะไรซ่อนอยู่...แหม๋แอบลึกซ้า.
....
เธอ เธอเป็นสีชมพู เธอมีโลกของเธออยู่ ที่ฉันไม่อาจล่วงรู้และไม่เคยเข้าไป
ส่วนฉันเป็นสีเทา มีแต่ความเหงารอบๆกาย ไม่รู้เลยในความหมายอะไร มากกว่านี้
แต่เธอและฉันก็เดินเข้ามาใกล้ชิด มาทำให้ฉันแปรเปลี่ยนเป็นสีใหม่ เมื่อชีวิตของเราไหลปนกัน โลกของฉันก็ดูเปลี่ยนสีไป...บลา บลา บลา
เราผลัดกันเดินเข้าไป สู่โลกคนละใบ..บลา บลา บลา
มาทำตัวฉันแปรเปลี่ยนเป็นสีใหม่ และเมื่อสีของเราไหลรวมกัน

โลกของฉันก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทั้งใบ...ต็า.ตา .ต่า..
เมื่อเราต่าเทสีผสมละลายเข้าด้วยกัน ก็คงจะเป็นไปตามทฤษฎี ที่เขาบอกไว้ว่ามัน

เมื่อสีทั้งสองผสมกันนั้น ก็คงไม่มี อะไรที่จะเป็นเหมือนเดิมได้อย่างวันนั้น เมื่อสี่ทั้งสองผสมกัน เมื่อนั้นมันก็จะเป็นสีของเรา....

....อยากฟังเป็นเรื่องราว ไปหาฟังเอานะ ทฤษฎีสีชมพู ไม่รู้หรอกว่าเก่าใหม่
แต่ว่า.ว้าว วาว วาว พระเจ้า ไช่โกกุ๊ย อู๊ยส์ ซุ๊ดยอด
เพิ่งเห็นเพลงรักไทยสมัยใหม่ เพลงนี้ล่ะ
กล้าหาญอาจ-องม๊าก กล้าใช้คำว่า ทฤษฏี ที่หมายความว่า ผ่านการมองและทดลองทำซ้ำมามากมาย
ความหมายซ่อนไว้ในคำก็เก๋ห์กู๊ดเลยที่เดียว
แค่สีที่ใช้ให้เป็น "คนนึง"ที่มีสีเทา ที่นอกจากเหงาแล้วก็ไม่ใช่ว่าดีอะไรนัก

 แหมเล่นเอาเสียเห็นภาพ บรรดาสาวๆสมัยนี้ที่ชอบเป็นสาวกรักคุดเรนเจอร์เลย หึหึ

ต่อจากไปนี้ การขีดเขี่ยของเราจะเรียกว่า เจ้าหญิงสีเทา
และมันไหลรวมกันเป็นสีของเรา โอ๊ว.....ซซซซ ซาหมอง ซ้า
ที่ชอบที่สุดก็คือ สีเทาเรียนรู้จากบทเรียนความเหงา และ เริ่มทำความเข้าใจกับสีชมพู ถึงได้รู้ว่าโลกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน (ไปอยู่ไหนมาเนี่ย)
และเริ่มยอมรับ หลักการของความเข้าใจ ก็คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ส่วนที่สำคัญที่สุด เมื่อตกลงปลงใจเปลี่ยนเป็นสีของเรา นั่นก็คือ ความเป็นส่วนตัวที่เคยมีและเคยเป็น จะไม่มีเพียงแค่นั้นอีกต่อไปแล้ว มันมีไส้ติ่งอ่ะ
ต่างคนต่างใส่อะฟอสโตฟี่เอส ให้กันและกัน และ"ยอมรับ"การแสดงความเป็นเจ้าของ ได้อย่างออกหน้าออกตา..อ๊าห์ ทฤษฏีนี้ "สีชมพู" แจ่มเชียว
เพียงแต่ว่า...ใครรู้จริงๆว่า ไส้ติ่ง ทำหน้าที่อะไร
ใครก็ชอบว่าไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำความเดือดร้อน เวลามันจะแตก
แต่เราว่า ไส้ติ่งสอนให้เรารู้ว่า การอยุ่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ไม่มีใครไร้ค่า
แม้ว่าจะไม่เคยทำประโยชน์ให้สักครั้งเดียว